ค่าเหนื่อยที่แตกต่าง

    ในศึกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา ในยุคนี้ถือว่าไม่ได้เป็นลีกที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดเหมือนอย่างช่วงต้นทศวรรษที่ 90 แล้ว และด้วยปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาในเรื่องของการล้มบอล และการที่แฟนบอลไม่เข้ามาชมเกมในสนาม ทำให้หลายๆ ทีมต้องรัดกุมมากขึ้นในเรื่องของการเงิน มิเช่นนั้นทีมอาจจะมีสภาวะล้มละลายได้ เหมือนกับที่ปาร์ม่า ที่เคยเป็นทีมดังในช่วงทศวรรษที่ 2000 เคยประสบปัญหามาแล้วเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งหลายทีมระวังเรื่องการใช้เงินมาก โดยเฉพาะเรื่องของการซื้อนักเตะ ที่ไม่ค่อยมีการทุ่มเงินซื้ออย่างบ้าคลั่งแล้ว จะมีก็เพียงแค่ยูเวนตุสเท่านั้น ที่มีเศรษฐีคอยหนุนหลังอยู่ ที่ทำให้สามารถทุ่มเงินซื้อนักเตะเข้าสู่สโมสรได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงเรื่องการให้ค่าจ้าง หรือว่าค่าเหนื่อยของนักเตะด้วย ที่นักเตะในลีกนี้ไม่ว่าจะเล่นได้ดีและโด่งดังแค่ไหน ก็จะไม่มีการทุ่มค่าเหนื่อยก้อนโตให้อย่างแน่นอน และนักเตะแต่ละคนก็จะได้ค่าเหนื่อยกันไม่เกินปีละ 10 ล้านยูโรอย่างแน่นอน

เพดานในเรื่องของค่าเหนื่อยนักเตะนั้นพวกเขาใช้กันมาโดยตลอด จนกระทั่งมาถึงในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ก็มีนักเตะคนหนึ่งที่เข้ามาทำลายสถิติอย่างราบคาบเลยทีเดียว เมื่อทางยูเวนตุส ทีมมหาอำนาจลูกหนังของอิตาลีในปัจจุบันไปทุ่มเงินซื้อตัวคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวเตะระดับโลกชาวโปรตุกีสจากเรอัล มาดริดมาร่วมทีม ด้วยค่าตัวสูงถึง 120 ล้านยูโร ถึงแม้ว่าจะมีวัย 33 ปีแล้วก็ตาม ซึ่งไม่ใช่แค่นั้น เนื่องจากว่าทีม “ม้าลาย” ยังยอมทุ่มค่าเหนื่อยให้นักเตะเจ้าของบัลลง ดอร์ 5 สมัยรายนี้สูงถึง 30 ล้านยูโรต่อปีเลยทีเดียว ซึ่งเทียบกับนักเตะระดับท็อปของลีกกัลโช่ เซเรีย อาคนอื่นๆ แล้วถือว่าเขาได้มากกว่านักเตะเหล่านั้น 5-6 เท่าเลยทีเดียว ซึ่งจริงอยู่ที่ว่าคริสเตียโน่ โรนัลโด้ มีมูลค่าในเรื่องของภาพลักษ์ด้วย แต่การที่ทุ่มค่าเหนื่อยให้สูงขนาดนี้อาจจะเกิดข้อเรียกร้องของนักเตะคนอื่นๆ ตามมาก็ได้ โดยเฉพาะนักเตะในทีมยูเวนตุส ที่นักเตะระดับสตาร์ของทีมรายอื่นๆ ได้ค่าจ้างน้อยกว่าเขาหลายเท่าตัวเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่นเปาโล ดิบาล่า กองหน้าร่างเล็กทีมชาติอาร์เจนติน่าได้รับค่าเหนื่อยปีละ 7 ล้านยูโรเท่านั้น มิลาเร็ม ปานิช ที่พึ่งต่อสัญญาฉบับใหม่ออกไปก็ได้เพียง 6.5 ล้านยูโร และดักลาส คอสต้า ปีกทีมชาติบราซิลก็ได้เพียง 6 ล้านยูโรเท่านั้น ซึ่งถือว่าแตกต่างกันมากทีเดียว