โรคทำงานหนักจนตาย ชื่อแปลกแต่มีอยู่จริง รู้ตัวแล้วดูแลสุขภาพให้ดีที่สุด

   

   ความขยันเป็นสิ่งที่ดี ขยันทำงาน ก็ได้เงินเยอะ แต่รู้หรือไม่ว่าขยันเกินไปกลายเป็นผลเสียต่อสุขภาพ จากได้เงินมากมายเพื่อใช้ท่องเที่ยวกลับต้องจ่ายค่ารักษาแทน “ทำงานหนักจนตาย” หลายคนคงได้ยินมาบ้างแล้วและมันกำลังเป็นโรคยอดฮิตของมนุษย์เงินเดือนในปัจจุบัน

โรคทำงานหนักจนตาย หรือ โคโรชิ เป็นโรคหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเป็นกันจำนวนมากและถือว่าเป็นภัยเงียบ ภัยร้ายแรงที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว โรคคาโรชิ อุบัติขึ้นในช่วงยุค 60 – 70 ซึ่งเป็นช่วงของการฟื้นฟูประเทศญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นช่วงที่เริ่มค่านิยมทำงานหนักเพื่อส่วนรวมของคนญี่ปุ่นและให้ความสำคัญแก่ประเทศชาติ รวมถึงศักดิ์ศรี ซึ่งหากว่าใครไม่ทำงานคนๆนั้นจะถูกตราหน้าว่า ไม่รักศักดิ์ศรีและไม่รักประเทศชาติ ทำให้ชาวญี่ปุ่นเริ่มทำงานหนักเพื่อองค์กรมากกว่าการอยู่บ้านกับครอบครัว โรคโคโรชิ ประสบกับคนญี่ปุ่นจำนวนมากตั้งแต่ปี 2013 จากการแข่งขันที่สูงขึ้นและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ทำให้ชาวญี่ปุ่นวัยทำงานต้องทำงานหนักขึ้นกว่า 10 – 15 ชั่วโมงต่อวัน บางคนทำงานและนอนที่บริษัท เพื่อให้องค์กรเห็นถึงคุณค่าและถือว่าเป็นเกียรติ แต่ว่าการโหมงานหนักเกินไปทำให้ร่างกายเกิดภาวะกดดัน ความเครียด และทำให้เกิดโรคโคโรชิและเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆของคนญี่ปุ่นโดยเฉพาะวัยทำงานในเมืองใหญ่ๆ

สาเหตุการตายจากโรคโคโรชินั้นเกิดขึ้นได้ 2 สาเหตุ คือ ภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน บางคนถึงขึ้นเสียชีวิตคาโต๊ะทำงานก็มี, ความเครียดก่อเกิดภาวะซึมเศร้าจนนำไปสู่สาเหตุการฆ่าตัวตาย ทั้งนี้นอกจากเรื่องงานแล้ว สาเหตุที่คนป่วยเป็น โคโรชิ นั้นก็มาจากสาเหตุคนในองค์กรเช่นกันไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน, หัวหน้างาน, ความกดดันบีบคั้นต่างๆ

โรคโคโรชิ หรือ โรคทำงานหนักจนตาย ไม่ได้จำกัดแค่ในญี่ปุ่นเท่านั้น ตอนนี้คนไทยกำลังป่วยด้วยโรคดังกล่าวโดยไม่รู้ตัวจากภาวการณ์แข่งขันสูงในปัจจุบันรวมถึงข้าวของเครื่องใช้ที่มีราคาสูงขึ้น สภาวะแวดล้อมทางสังคมที่ดื้นรน ทำให้คนไทยวัยทำงานต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นเพื่อได้เงินมากๆมาเป็นค่าใช้จ่ายประจำวัน นอกจากคนไทยเสี่ยงป่วยด้วยโรคโคโรชิแล้ว ปัจจุบันยังเสี่ยงเกิดภาวะโรคซึมเศร้าจนนำไปสู่การฆ่าตัวตาย

โรคทางสภาวะจิตใจเหล่านี้สามารถป้องกันได้อย่างเช่น

– การออกกำลังกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เวลา 30 – 45 นาที ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ลองวิ่ง ออกกำลังกายตามสวนสาธารณะมองต้นไม้สีเขียวร่มรื่นจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น และอย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอด้วย

– ท่องเที่ยว อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น ลองหาทริปท่องเที่ยวไม่ว่าจะ ในประเทศ หรือ ต่างประเทศ ถือเป็นการชาร์ทแบตร่างกายและให้รางวัลกับตัวเองบ้าง

– หากิจกรรมร่วมกับครอบครัว ครอบครัวคือสิ่งสำคัญและเป็นที่ปรึกษาให้เราได้หากคิดว่าไม่มีที่พึ่งแล้ว เราหากิจกรรมทำร่วมกับครอบครัวเช่น ออกกำลังกายร่วมกัน, ปลูกต้นไม้ในบ้าน, ดูหนังฟังเพลง, ทานข้าวนอกบ้าน ก็ได้เช่นกัน

เพียงเท่านี้ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ห่างไกลจากภาวะโรคดังกล่าวได้ อย่าลืมว่าเราต้องแบ่งเวลาให้เหมาะสมไม่กดดันตัวเอง ไม่โหมงานหนักเท่านี้ก็ไม่ทำให้เราป่วยหรือต้องเสียชีวิตจากการโหมงานหนักแล้ว